Business

ธนชาต ควบรวม นครหลวง

posted on 11 Sep 2010 00:03 by wanrat in Business

มีโอกาสได้เข้าไปในงานเลี้ยงของธนาคารธนชาตที่ควบรวมกับธนาคารนครหลวงมาเมื่อวาน  เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้ที่อยู่แวดวงของตลาดหลักทรัพย์ เพราะการควบรวมได้ดำเนินการมาซักระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้เหลือแต่การเปลี่ยนชื่อของ ธ.นครหลวง ไปเป็น ธ.ธนชาต และการถอดชื่อออกจากตลาดหลักทรัพย์

                 +  

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากโต๊ะอาหารที่มีผู้บริหารท่านหนึ่งของธนชาตมาร่วมโต๊ะด้วย บอกว่า

 

-  ก่อนหน้านี้ 80% ธุรกิจหลักของธนชาตคือลิสซิ่ง  และของธนาคารนครหลวงคือพวกเช่าซื้อ,  SME,  การเคหะ  เมื่อมารวมกันก็บาลานซ์กันได้และถือได้ว่าธนชาติมีบริการทางด้านการเงินเกือบครบวงจร ซึ่งทำให้ธนชาตมีจำนวนสาขาเป็นอันดับ 5 ของประเทศ (ข้อมูลไม่ได้มีการอ้างอิงจากแหล่งใดทั้งสิ้น ฟังเอาจากปากผู้บริหารธนชาต)

 

-  ธนาคารสาขาทั่วประเทศของธนชาตส่วนใหญ่จะเป็นการเช่าพื้นที่  แต่ของธนาคารนครหลวงไทย 80% จะเป็นการซื้อที่ดินแล้วสร้างธนาคาร  ดังนั้นการที่ธนชาตควบรวมนครหลวงไทยหมายความว่าธนชาตเอาเงินมาลงทุนซื้อธนาคารแล้วได้สินทรัพย์เป็นของแถมกลับไปด้วย

 

-  ได้มีโอกาสสอบถามเรื่องการอนุมัติสินเชื่อว่าเป็นอย่างไร  คำตอบคือนโยบายในการปล่อยสินเชื่อ และการพิจารณาอนุมัติ ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมของนครหลวงไทยไปก่อน งั้นก็แปลว่าโครงการที่ผมจะทำก็ขอสินเชื่อไม่ได้อ่ะดิ เพราะในปีนี้ไม่ปล่อยสินเชื่อเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ให้ (แต่ปีหน้าไม่แน่นะ)

======================================

ปล. มีนักร้องที่ได้รางวัล KPN Award 2009 มาร้องเพลงให้ฟังด้วย พลังเสียงสุดยอดสมกับที่ได้รางวัล  ไม่เหมือนพวก The Star, AF พวกนี้ฟังไม่ได้เลย

 

คำเตือน :  ข้อมูลตัวเลขในเอนทรี่เกี่ยวกับสองธนาคารนี้ไม่สามารถนำไปใช้ในการอ้างอิงใดๆ ได้

 

My Business #3

posted on 09 Sep 2010 23:55 by wanrat in Business

หายจากช่วงที่เขียน My Businees #2 นานหลายปี ผมดีใจที่ทุกวันนี้ #2 มันยังเดินต่อไปได้ แม้จะมีปัญหาขลุกขลักบ้างแต่ก็ยังเอาตัวรอดกันมาได้  

ช่วงที่งานประจำก็ไปได้ดี บริษัทที่เปิดกับเพื่อนก็ไปได้สวย มีเพื่อนเก่าสมัยเรียนและเคยทำงานอยู่ที่เดียวกัน มาชักชวนว่าเค้าเบื่อที่จะเป็นลูกจ้างบริษัทและอยากจะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง (คำพูดมันคุ้นๆ ที่คนทำงานกินเงินเดือนแล้วจะออกมาหาอะไรทำเองเหมือนเป็นแฟชั่นในช่วง 5 ปีก่อน)

 

ธุรกิจที่เพื่อนคนนี้เธอหยิบขึ้นมาพูดกับผมคือเปิดร้านเสริมสวยแถวๆ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เยื้องๆ ทางเข้า RCA  ตัวร้านอยู่ใต้ตึกที่ให้เช่าเป็นออฟฟิศ ด้านหน้าร้านเป็นป้ายรถเมล์ คนสัญจรกันพลุกพล่าน  เจ้าของร้านที่เป็นเกย์บอกว่าต้องการเซ้งเพราะจะย้ายไปอยู่อเมริกา


ผมมีเวลาในการตัดสินใจไม่นานนักเพราะเจ้าของร้านบอกว่ามีคนสนใจและจะมาดูร้านใน 2-3 วันเหมือนกัน ถามกับเพื่อนว่ามั่นใจไหม แน่ใจรึเปล่า เพราะผมออกตัวก่อนแล้วไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนี้และไม่มีเวลามาบริหาร ผมเป็นแค่หุ้นส่วนที่ลงทุนแต่ไม่ลงแรง และต้องเป็นตัวเค้าเองที่ต้องอยู่ร้านและบริหารจัดการกับมัน

จากวันที่ทำสัญญา จ่ายเงิน เข้าดำเนินกิจการ และจนกระทั่งปิดกิจการใช้เวลา 1 ปี 7 เดือน และไม่เคยได้กำไรเลยซักเดือน ในส่วนที่ขาดของแต่ละเดือนผมและหุ้นส่วนก็ดึงเงินส่วนตัวจ่ายกันคนละครึ่ง และสุดท้ายจำเป็นที่ต้องขายร้านทิ้งในราคาที่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของตอนที่เซ้งเค้ามา

 

 ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้ผมได้รับบทเรียนมากมาย และรู้จักระมัดระวังเรื่องเงินลงทุนมากขึ้น ได้รู้ว่าตัวผมเองนั้น

1. ไม่ถนัดในเรื่องธุรกิจเสริมความงาม

2. ไม่ควรทำธุรกิจโดยที่เราไม่มีความรู้และต้องใช้จมูกคนอื่นหายใจ

3. ทำธุรกิจอะไรก็ตามที่สำคัญคือคุณต้องมีลูกค้า และทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวกและประทับใจที่สุด

3. ควรคิดให้รอบคอบ คิดหลายๆ ด้าน ปรึกษาเพื่อนๆ หรือคนใกล้ตัวบ้าง ก่อนลงทุน

4. ควรมีความใส่ใจในธุรกิจที่ลงทุนไปให้มากขึ้น (ถ้าไม่มีผู้บริหารที่ไว้ใจได้)

5. ควรคิดแผน 2 ไว้สำรองในกรณีที่ธุรกิจหลักมันไปต่อไม่ได้

หลังจากขายกิจการร้านเสริมสวยนี้ไปผมก็ไม่มีความมั่นใจจะเปิดกิจการอะไรใหม่ๆ อีก อาจจะด้วยเงินทุนหมด และยังมีหน้าที่ในงานประจำอยู่ เอาไว้มีโอกาสดีๆ แวะเวียนมาหาก็ค่อยว่ากันใหม่


edit @ 13 Nov 2010 16:26:32 by หนูหนึ่งตัว

เริ่มฉลองธีมใหม่ด้วยเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซักหน่อย

จาก Entry ที่แล้วสนใจจะซื้อทองเก็บไว้ ผลปรากฎว่าผ่านมาแล้วหลายเดือนก็ยังไม่ได้ซื้อซักที เพราะตอนเริ่มต้นที่ดูยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

ดูไว้ตั้งแต่ 10,500 จนตอนนี้ (10/10/50) ราคาทองอยู่ที่ 11,900 บาท ตามราคาของสมาคมค้าทองคำ กลายเป็นว่าตอนนี้ตัดสินใจไม่ถูกกลัวซื้อไปแล้วทองลงล่ะแย่เลย

edit @ 11 Oct 2007 13:17:50 by หนูหนึ่งตัว

ซื้อทองดีไหม

posted on 28 Jun 2007 10:18 by wanrat in Business
ช่วงพอมีเงินเก็บ ผมก็เริ่มคิดจะนำเงินไปลงทุน เผื่อว่าจะได้มีประสบการณ์ในการลงทุนเพิ่มขึ้นบ้าง

ตัวแรกที่ดูไว้คือ การลงทุนในหุ้น ซึ่งก็คิดว่าตัวเองยังไม่มีความรู้ในเรื่องของการเงิน เศรษฐกิจ การลงทุนมากพอ ถ้าเอาเงินไปเล่นในตลาดหุ้นมีสิทธิ์ขาดทุนได้ง่าย

ตัวที่สอง คือ การลงทุนในการซื้อทองเก็บไว้ เก็งกำไรในอนาคต ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าอัตราความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น กับการซื้อทองมันต่างกันยังไง แต่ดูๆ แล้วปัจจัยมันไม่ซับซ้อนเท่าตลาดหุ้น

วันนี้เริ่มเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ของสมาคมค้าทองคำ เพื่อดูแนวโน้มราคาทองคำในช่วงนี้
ปรากฎว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 จนถึงเดือน มิถุนายน 2550 ราคาทองคำแท่งลดลงเรื่อยๆ (วันที่เขียนราคาขายทองคำแท่งเท่ากับ 10600 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่คนในเว็บเค้าเป็นห่วงกันว่าจะลงไปกว่านี้หรือเปล่า เพราะเท่าๆ ที่อ่านดู ภาวะตลาดทองคำในไทย ก็ยังคงผูกกับภาวะตลาดทองคำของอเมริกาอยู่ดี

นอกจากนี้ยังมีทริปเล็กน้อยว่าถ้าจะลงทุนในการซื้อทองคำ ควรจะแบ่งซื้อเป็น ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อกระจายความเสี่ยงของราคาทองคำในอนาคต

เดี๋ยววันหยุดนี้ไปซื้อทองเก็บดีกว่า ^_^
จาก entry ที่แล้วที่พูดถึงเรื่องบริษัทลูกของผม วันนี้มีเรื่องที่ต้องรีบทำความเข้าใจกันใหม่ซะแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ทางบริษัทผมได้ถอนหุ้นออกจากบริษัทลูกจนหมดเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งเป็นของธรรมดาของธุรกิจเมื่อแนวทางในการดำเนินธุรกิจไม่เหมือนกัน แล้วยิ่งมีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้วยิ่งต้องรีบตัดสินใจ จะถอยก็ต้องถอยเสียแต่เนิ่นๆ ถ้าปล่อยค้างไว้จะยิ่งเสียหายหนัก

เริ่มต้นจากตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นบริษัทโมเดลลิ่ง
แนวทางของเรา : รับงาน event ที่ต้องใช้ MC, Pretty
แนวทางของเค้า : รับแต่งานโมเดลลิ่งอย่างเดียว (เท่าที่เห็นน่าจะเน้นแต่ "ปู้จาย" ซะด้วยสิ)

เนื่องจากงาน event เป็นงานที่สามารถเอื้อให้กับบริษัทแม่ที่เปิดมาก่อน โดยรับงานกระจายสื่อโฆษณาและอาจจะพ่วง Pretty, MC ไปด้วยได้ ในเมื่อเค้าไม่อยากที่จะรับงาน event พวกนี้ และยินดีจะคืนเงินทุนที่ลงไปให้ ทางพวกผมก็เลยตัดสินใจถอนตัวออกมาก่อน

ถึงแม้ว่าพวกผมไม่เคยมีใครมีประสบการณ์งานด้านพวกโมเดลลิ่งมาก่อน ก็เลยไม่รู้ว่ารายได้ของธุรกิจประเภทนี้จะมากซักแค่ไหน เพราะถ้าจะทำแต่โมเดลลิ่งอย่างเดียวพวกผมไม่เห็นหนทางที่จะทำกำไรได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงมากของบริษัทนี้
- ค่าเช่าบ้านเพื่อจัดตั้งบริษัท เดือนละ 18,000 บาท
- ค่าเงินเดือนของพนักงาน (ความจริงแล้วก็คือผู้ถือหุ้นน่ะแหละ 3 คน) เดือนละ 26,000 บาท
- ค่าน้ำค่าไฟ เดือนละเกือบ 10,000 บาท เพราะเปิดแอร์เยอะมาก

นั่นแค่ค่า Fix Cost ที่นึกได้คร่าวๆ และยังมีค่าจิปาถะอีกคือ
- ค่าจ้างช่างถ่ายรูปเพื่อมาถ่ายน้องๆ
- ค่าจ้างทำเว็บไซต์และพัฒนาระบบ
- ค่าเฟอร์นิเจอร์

สรุปคือแต่ละเดือนจะต้องหาเงินมาให้ได้กำไรอย่างน้อยต้องมากกว่า 44,000 บาท (เน้นนะครับว่าต้องเป็นกำไร) ซึ่งงานที่จะได้กำไรขนาดนั้นตัวงานจะต้องมี Budget อย่างน้อยประมาณ 100,000 บาท (นี่คิดว่าได้กำไร 40% เลยนะ)

แล้วจะหางานที่มี budget ขนาดนั้นหรือถ้าไม่ก็เป็น Budget น้อยหน่อยแต่หลายงาน ได้จากที่ไหน (แม้ตัวคนหางานจะเก่งก็เหอะ แต่กับบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่มันจะง่ายอย่างนั้นหรือเปล่า)

ในเวลา 2 เดือนที่เปิดบริษัทมาผมเห็นว่า นัดน้องๆ มาถ่ายรูปเพื่อเก็บ Profile ก็เฉพาะวันเสาร์เท่านั้นเอง วันธรรมดาที่เป็นวันทำงานไม่เห็นมันจะทำห่าอะไรกันเลย

ในที่สุดความหวังที่ผมจะได้นั่งดูน้องๆ น่าร๊ากกก น่ารักทุกอาทิตย์ก็เลยต้องมลายหายไป ฮือฮือ T_T

edit @ 2006/05/22 21:52:30