Business

เป็นข่าวดีที่ตอนนี้บริษัทของผมได้คลอดบริษัทลูกออกมา เป็นบริษัทโมเดลลิ่ง โดยที่บริษัทเดิมถือหุ้น 25% ที่เหลือจะเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นรายใหม่

ในส่วนตัวผมแล้วไม่เคยทำงานหรือธุรกิจแนวนี้ซักเท่าไหร่ ที่ผ่านมาจะเป็นแนว IT อย่างเดียว ทำให้มุมมองในการออกความคิดเห็นยังไม่มี และวิสัยทัศน์หรือแนวทางของบริษัทลูกนี้ผมเองยังมองไม่ออกเช่นกัน

เท่าที่รู้คือธุรกิจโมเดลลิ่งนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก (ความจริงแล้วธุรกิจไหนๆ มันก็แข่งขันกันสูงเหมือนกันนั่นแหละ) แต่ก็มีพี่ที่ร่วมหุ้นในบริษัทลูกนี้เป็นคนที่หาและป้อนงานให้ โดยการเข้าไปคุยกับบริษัทใหญ่ๆ ที่เค้ารู้จัก เพราะเค้าเป็นคนที่ Connection ดีมาก

ถึงแม้ผมจะมองทิศทางของบริษัทลูกนี้ไม่ออก แต่เท่าที่รู้ในตอนนี้คือบริษัทจะขาดพี่คนนี้ไม่ได้ เพราะหากไม่มีงานเข้า นั่นหมายถึงปากท้องของทุกคน

ว่างๆ ผมก็จะเข้าไปดูการทำงานของพวกเค้า และชอบจะไปอยู่ตรงที่เค้าถ่ายรูปเก็บ Profile ของน้องๆ น่ารักๆ หุหุ มันชื่นนนนจายยยยย

edit @ 2006/05/05 10:53:53
กะไว้แล้วว่าเหตุการณ์นี้มันน่าจะเกิดขึ้นซักวัน ก็นอกจากจะทำงานกินเงินเดือนคนอื่นแล้ว ยังต้องรับงานเป็น Project Manager ของบริษัทตัวเองด้วย

มันก็มาลำบากตรงที่ว่าลูกค้าของทั้งสองที่อยากจะนัดประชุมในวัน-เวลาเดียวกัน (เลื่อนเป็นวันอื่นไม่ได้อีกแน่ะ -_-") และต้องเป็น PM ด้วยนะ คนอื่นไม่เอา (อะไรวะเนี่ย เอาแต่ใจกันจังเว้ย)

หลังจากนั่งกุมหัวตัวเอง แล้วก็ค่อยๆ ไล่ไปทีละอย่างว่าต้องทำยังไงก่อน ก็สรุปมาได้อย่างง่ายๆ ว่า ผมไม่สามารถแยกร่างได้ และต้องเลือกไปที่ใดที่หนึ่ง ผมเลือกที่จะไปหาลูกค้าของบริษัทที่จ้างผมทำงานกินเงินเดือนอยู่ (เพราะช่วงเวลานี้ผมยังกินเงินเดือนเค้าอยู่ ก็ต้องทำงานให้เค้าสิ) และให้พี่ที่ดูแลบริษัทที่หุ้นด้วยกันเข้าไป Present งานแทนผม และรับ Requirement ลูกค้ามาแล้วมาว่ากันอีกที

อยากจะลาออกมาดูแลบริษัทแบบเต็มๆ เหมือนกัน แต่ผมยังชอบงานประจำที่ทำอยู่ด้วยนี่สิ ก็ต้องยอมเหนื่อยรับสภาพไปก่อน...

ปล. ช่วงนี้ในบล็อกมีแต่เรื่องซีเรียสและเครียดๆ แฮะ ... เดี๋ยวค่อยหาเรื่องฮาๆ มาลงบ้างดีกว่า ^_^

ธุรกิจคอนโดไม่ง่าย

posted on 31 Jan 2006 18:43 by wanrat in Business
ด้วยความคิดที่ว่าการทำธุรกิจคอนโดในกรุงเทพฯ จะได้กำไรดี ผลตอบแทนสูงกว่าการสร้างบ้านจัดสรรในต่างจังหวัด พ่อผมได้เข้ามาปรึกษากับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจด้านนี้ ทำให้ต้องพับโครงการเก็บทันที

เริ่มต้นเค้าก็ถามก่อนเลยว่ามีเงินเท่าไหร่ จะทำขนาดไหน จะกู้เท่าไหร่? พร้อมแนวทางให้เลือก
1. เงินทุนไม่เท่าไหร่ และจะกู้ 80-90% ---> อย่าทำเลย Bank ไม่ให้คุณหรอก และทำไปสมมติขายได้ (ย้ำว่าถ้าขายได้) เงินที่ได้ก็เอาไปจ่ายดอกเบี้ย คุณจะเหลือกำไรเท่าไหร่กัน?
2. เงินทุนมีพอใช้ และจะกู้ประมาณ 50% ---> อันนี้พอทำได้แต่ต้องดูทำเลด้วย ความเสี่ยงมันอยู่ที่ทำเล

คำถามต่อมาก็ถามว่ามีที่หรือยัง?
แน่นอนครับเป็นคนต่างจังหวัดจะมีที่เป็นไร่ๆ ในเขตกรุงเทพฯได้ยังไง มรดกอะไรก็ไม่มี เค้าก็บอกว่าไม่มีที่ก็ไม่มีปัญหา ที่น่ะหากันได้ บริษัทฯ เค้าจะหาให้ แต่ถ้าไม่มีที่เนี่ยคุณก็ต้องมีเงินทุนส่วนนึงไว้ซื้อที่ด้วย (ซึ่งก็ใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ สำหรับที่ในเขตกรุงเทพฯ)

เรื่องผลกำไรจะได้มากขนาด 1 - 2 เท่าของเงินลงทุนรึเปล่าเนี่ย เค้าบอกว่าไม่มีทางเลย เพราะว่าการสร้างคอนโดหรืออพาร์ทเมนท์ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงในเรื่องเครื่อง มือ อุปกรณ์ ทีมงาน ซึ่งสูงกว่าในต่างจังหวัดแน่นอน และก็ต้องมาขายในราคาที่ต้องต่อสู้กับคู่แข่งมากๆ นั้นกำไรที่ได้ 50% ของต้นทุนก็ถือว่ามากแล้ว


นอกจากนี้ก็ยังมีช่องทางอื่นถ้าไม่สร้างคอนโดก็คือการสร้างอพาร์ทเมนท์ ... ก็จะเห็นว่าการสร้างอพาร์เมนท์ให้เช่านั้นทำเลที่ดีที่สุดคือใกล้ มหาวิทยาลัย ลงทุนสร้างอพาร์ทเมนท์ครั้งนึงแต่เก็บเงินที่ได้จากการเช่ามาผ่อนดอกเบี้ย ธนาคาร(ลงทุนเองส่วนนึงกู้ส่วนนึง) แค่ 8-10 ปีก็ผ่อนหมด ที่เหลืออีก 10 ปีก็เป็นกำไรแล้ว ลักษณะนี้จะกินนาน

แต่ปัจจุบันมีลักษณะการสร้างอพาร์ทเมนท์ขายด้วย คือจะหาที่และสร้างอพาร์ทเมนท์ไว้สมมติลงทุน 20 ล้าน พอคนเต็มปุ๊บก็ขายเลย สมมติขาย 25 ล้าน แล้วก็เอาเงินมาซื้อที่แล้วก็สร้างที่ใหม่ต่อไปเรื่อยๆ อย่าคิดว่าไม่มีคนซื้อ มีนะครับ

สรุปที่การทำโครงการใหญ่ๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เงินคุณเย็นรึเปล่า? ถ้ามีเงินพอหรือว่ากู้มานิดหน่อย คุณก็ยังพออยู่ได้โดยไม่ไปตายกับดอกเบี้ยซะก่อน
=======================
งานนี้ก็พับเก็บไว้ก่อน(คงจะเก็บนาน) กลับไปสร้างบ้านจัดสรรขายในต่างจังหวัดอย่างเดิมน่ะแหละดีแล้วป๊า แม้จะทำครั้งละ 5-6 ห้อง ก็ยังขายได้อีกเยอะ
นอกจากที่คุยกับเพื่อนที่ร้านน้ำชาคืนนั้นแล้ว

พ่อหรือป๊าผม พยายามเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับกิจการที่อยากจะทำในอนาคต ก็คือการสร้างบ้านขาย
พาผมไปดูที่ ที่แกซื้อไว้ แล้วเล่าให้ฟังว่าจะสร้างเป็นอะไร ที่ไหน ตรงไหน ... พาไปหมด แล้วก็เล่าให้ฟังว่าที่แกทำอยู่นี่ทำอยู่คนเดียว มันก็เติบโตไปได้เท่าที่แรงคนเดียวมี แต่แกอยากให้ลูกๆ ทั้ง 3 คนมาช่วย มันจะได้ขยายกำลังได้มากขึ้น ไม่เฉพาะในจังหวัดเดียว แต่ขยายไปจังหวัดอื่นได้ด้วย
====================================
ด้วยการทำงานกินเงินเดือน 16000 บาท ต่อเดือนมันทำให้อยู่สบายๆ ได้ก็จริง แต่มันก็ไม่ถึงกับสามารถสร้างหลักปักฐานอะไรได้ เพราะคงต้องเก็บอีกนาน

ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเก็บมาคิดอีกครั้งว่าจะเริ่มเดินออกมาจากชีวิตใน กทม. ได้หรือยัง
จริงๆ แล้วก็ให้เวลากับตัวเองไว้ แต่วันนั้นมันอาจจะมาถึงเร็วกว่ากำหนดก็ได้

ได้อะไรเยอะนี่ไม่ใช่เงินทอง แต่สิ่งที่ได้คือแนวคิด และแผนอนาคต

ความตั้งใจที่จะกลับบ้านตรุษจีนปีนี้มีอย่างเดียวคือเอาแต๊ะเอียมาให้ป๊ากับม๊า เพราะตั้งแต่ทำงานมา 3 ปี ยังไม่เคยให้ ปีนี้เป็นปีที่พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างก็เลยถือโอกาสให้ซะเลย

กลางวันก็ไหว้เจ้าแล้วก็บรรพบุรุษที่บ้าน แล้วก็นั่งกินของที่ไหว้ร่วมกัน แล้วเนื่องจากของที่ทำไหว้มันเยอะจัด ก็เลยต้องเอาไปให้คนนู้นคนนี้ด้วย

พอกลางคืนผมก็โทรนัดเพื่อนๆ เท่าที่จะนัดได้ (มีแค่ 3 คน) ไปนั่งกินน้ำชากัน (เป็นธรรมเนียมของคนใต้ที่จะมานั่งกินน้ำชากันตอนกลางคืน) ร้านที่ไปจัดตกแต่งแบบสวนป่า ออกแบบได้สวยงามโดดเด่นจากร้านน้ำชาทั่วไป ซึ่งเป็นร้านเพื่อนผมเอง สอบถามจากใครๆ เค้าก็รู้ัจักร้านนี้กันเพราะแต่งร้านได้บรรยากาศดีมาก

เพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านก็เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เพื่อนๆ สมัยเรียนประถม ก็กลับมาดูแลกิจการที่บ้านกันเยอะพอสมควร เป็นเถ้าแก่กันถ้วนหน้า คุยกันถึงเรื่องการลงทุน การขยายกิจการ แล้วร้านน้ำชานี่ก็จะขยายสาขา แต่จะไม่ใช้ชื่อเดิมแล้วเขียนว่าสาขา 2 แต่จะใช้ชื่อใหม่ไปเลย มันให้เหตุผลว่า
"ถ้าร้าน1 - ร้าน2 มึงดีก็ดีไป แต่ถ้าลูกค้าเกิดเกลียดร้าน1 มึงขึ้นมา ร้าน2 มึงลูกค้าเค้าก็จะไม่เข้าไปด้วย"

ก็จริงของมันแฮะ!!

กินกันเสร็จถึงเวลาจ่ายตังค์ก็แซวๆ กันว่าครั้งนี้เจ้าของร้านเลี้ยงเว้ย แต่เพื่อนมันก็บอกว่า
"กูขอไม่เลี้ยงเหอะ แต่กูจะลดให้ ถ้ากูจะเลี้ยงกูจะพามึงไปเลี้ยงข้างนอกดีกว่า"
"มันเป็นเรื่องของการค้าขาย ... เหมือนกูไปซื้อของบ้านมึงไม่หมายความว่าจะไปเอาฟรี ถือว่าอุดหนุนกัน"
====================================
อืม ... มารยาททางธุรกิจ มึงรู้ดีกว่ากูอีกว่ะ